เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้1128
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1117
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1128
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว9191
mod_vvisit_counterเดือนนี้29174
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว42319
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด368762

Online (20 minutes ago): 2
IP ของคุณ : 18.207.136.184
,
วันนี้ : Sep 22, 2019

PostHeaderIconกรอบแนวคิดในการศึกษาวิจัย: The Brain of Research

กรอบแนวคิดในการศึกษาวิจัย: The  Brain  of  Research

ดร. กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

ไตเติลของบทความฉบับนี้ดูจะเป็นฝรั่งไปสักนิด แต่ที่ผู้เขียนตั้งชื่ออย่างนี้ต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะปฏิเสธภาษาไทยซึ่งเป็นรากเหง้าและวัฒนธรรมของไทยเรา เพียงแค่ปรารถนาลึกๆว่าหัวข้อเรื่องที่ต้องแปลความอาจจะช่วยให้ผู้อ่านมีความสนใจบ้าง ก็จะค่อยคุ้มค่าต่อความตั้งใจที่จะเรียบเรียงเรื่องของกรอบแนวความคิดในการศึกษา (conceptual framework) ซึ่งผู้เขียนยกให้เป็นองค์ประกอบสำคัญของงานวิจัย ดุจเดียวกับสมองที่เป็นศูนย์รวมในการสั่งการบังคับบัญชาไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกาย เพราะแพทย์จะไม่สามารถรักษาโรคหรืออาการเสื่อมของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้เลย หากไม่เข้าใจถึงส่วนประกอบ ระบบกลไกสำคัญ และการทำงานของสมอง ในทำนองเดียวกันหากผู้วิจัยไม่มีความเข้าใจหรือไม่สามารถสร้างกรอบแนวคิดในงานของตนได้ชัดเจน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการต่อยอดไปสู่องค์ประกอบอื่นๆของงานวิจัย เหตุใด? ผู้เขียนจึงกล่าวเช่นนี้

เนื่องจากกรอบแนวความคิด ซึ่งมักจะปรากฏให้เห็นในการวิจัยเชิงอธิบาย (explanatory research) เป็นผลสรุปที่ได้จากการศึกษาทบทวนทฤษฎี องค์ความรู้ ผลงานวิจัยและข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ศึกษามาอย่างมากพอ จนผู้วิจัยสามารถสังเคราะห์และถ่ายทอดแนวคิดออกมาเป็นพรรณนาความ แบบจำลอง หรือแผนภาพที่มีการแสดงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆที่จะนำมาใช้ศึกษา ดังนั้นผู้วิจัยจะสามารถสร้างกรอบแนวความคิดในการศึกษาได้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการการศึกษาวิเคราะห์ โดยทำความเข้าใจให้เห็นประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องที่ศึกษา จากแหล่งข้อมูลที่กล่าวมาอย่างเข้มข้น จนได้มาซึ่งกรอบความคิดเชิงทฤษฎี (theoretical framework ) จากนั้นจึงใช้ความรู้ที่ได้มาผนวกหรือเชื่อมโยงเข้ากับความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ในเรื่องนั้นๆของผู้วิจัยเอง แล้วทำการสกัดให้ได้ตัวแปรสำคัญที่จะนำมาใช้ในการศึกษา ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็น เช่น ความตรงประเด็น ความเกี่ยวข้อง หรืออันดับความสำคัญของตัวแปรที่ควรจะเลือกมาศึกษา ความเป็นไปได้ในการศึกษา ความประหยัดและคุ้มค่าต่อการศึกษา เป็นต้น ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ได้ตัวแปรหลัก และองค์ประกอบ (components) ของตัวแปรเหล่านั้น  และสามารถสรุปให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวแปร ตลอดจนทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร กล่าวคือการจำแนกได้ว่าตัวแปรใดเป็นตัวแปรอิสระ(independent variables) และตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม (dependent variables)             


จากกระบวนการดังกล่าว จะทำให้ผู้วิจัยมองเห็นประเด็นที่จำเป็นต่อการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้การทบทวนวรรณกรรมมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กรอบแนวความคิดที่มีความชัดเจนเป็นเหตุเป็นผลจะสามารถบ่งบอกถึงกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง สามารถชี้ทิศทางต่อการศึกษา และทำให้ผู้วิจัยมองเห็นว่าควรเป็นการศึกษาในแนวทางใด ตลอดจนนำไปสู่การออกแบบการวิจัย เนื่องจากแต่ละตัวแปรมีคุณลักษณะแตกต่างกัน การออกแบบการวัดจึงต้องต่างกัน นอกจากนี้ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรยังชี้ให้เห็นสมมติฐานในการศึกษาค้นคว้า  และบ่งชี้ถึงสถิติที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการตีความผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล  เนื่องจากความสอดคล้องระหว่างผลจากการวิเคราะห์กับกรอบแนวความคิดจะช่วยให้การตีความเป็นไปโดยราบรื่น และหากผลการวิเคราะห์ไม่สอดคล้องกับกรอบแนวความคิดในการศึกษา ผู้วิจัยก็จะได้หาเหตุผลอื่นมาอ้างอิงสนับสนุน  ฉะนั้นตราบใดที่ผู้วิจัยยังขาดความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษา หรือไม่สามารถสร้างกรอบแนวความคิดที่มีความสอดคล้องเหมาะสมกับทฤษฎีในการศึกษา ตราบนั้นผู้วิจัยก็ไม่อาจนำผลลัพธ์ต่างๆที่เกิดจากกรอบแนวความคิดไปดำเนินการในทิศทางที่ถูกต้องได้  กรรมวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะได้มาซึ่งกรอบแนวความคิดในการวิจัย จึงหนีไม่พ้นความทุ่มเทต่อการศึกษาค้นคว้าของผู้วิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครอบคลุมทุกประเด็นในเรื่องที่จะศึกษา

กล่าวโดยสรุป หากได้พิจารณาทั้งที่มาและผลลัพธ์ที่เกิดจากกรอบแนวความคิดในการศึกษาวิจัยดังได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าในการวิจัยไม่ว่าจะเป็นแนวทางหรือประเภทใดก็ตาม จำเป็นต้องมีกรอบแนวความคิดของผู้วิจัย ที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบความคิดเชิงทฤษฎีเป็นเครื่องกำกับและช่วยชี้ทิศทางในการดำเนินการศึกษาทั้งสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษา และการพิจารณาของผู้ที่ศึกษาวิจัยเอง ที่เห็นควรว่าจะนำกรอบแนวความคิดในเรื่องนั้นๆมาแสดงอย่างเป็นทางการหรือไม่และในรูปแบบใด ระหว่างการพรรณนาความ แบบจำลอง แผนภาพ หรือการผสมผสานเพื่อให้ได้กรอบแนวความคิดที่มีความชัดเจนสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กรอบแนวความคิดในการศึกษาที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว นอกจากจะช่วยยืนยันความถูกต้องของทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานในการศึกษาแล้ว ยังอาจช่วยให้ได้ข้อค้นพบ ทฤษฎีหรือองค์ความรู้ใหม่ๆในกรณีที่ข้อค้นพบต่างไปจากกรอบแนวความคิดในการศึกษาวิจัย (เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้)


บรรณานุกรม

นงลักษณ์ วิรัชชัย. (23 มกราคม 2554).บันทึกเสียงการบรรยายเรื่อง “การเขียนโครงการดุษฎีนิพนธ์/         วิทยานิพนธ์และกระบวนการพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัย.” ณ ห้อง 1607 อาคารบริหาร ชั้น 6 มสธ

สืบค้นเมื่อ 8 มิถุนายน, 2554, จาก http://www.stou.ac.th/Schools/sed/KMblog/ -

สุชาติ  ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2546). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์.กรุงเทพฯ:เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง.

Khan, R.E. (nd.).  Developing the theoretical and conceptual framework. Retrieved  June 6,                  2011, from http://www.scribd.com/doc/36093340/Theoretical-Framework -




Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 10:27)

 

Comments  

 
0 #4 เกศรา ศรีสมบูรณ์ 2012-12-21 18:37
จากบทความข้างต้ นเรื่องกรอบแนวค ิดการวิจัย คือการที่เราต้อ งการหาคำตอบของป ัญหาก่อน แล้วจึงหาปัจจัย ที่ทำให้เกิดปัญ หา ใช่มั๊ยคะ ขอบคุณอาจารย์มา กค่ะที่ทำให้หนู ได้เข้าใจบทที่ 2 มากขึ้น
Quote
 
 
0 #3 จ่าเอกรัฐพลปํญญาธงชั 2012-12-16 13:43
จ่าเอกณัฐพล ปํญญาธงชัย รปม.รุ่น3
ขอขอบคุณสำหรับบ ทความ และคำชี้แนะของท ่าน
Quote
 
 
0 #2 จันทร์เพ็ญ สีสงคราม 2012-09-01 11:22
ได้ความรู้จากกร อบแนวคิดของอาจา รย์มาก ๆ เลย
Quote
 
 
0 #1 ธิดา อยู่พงษ์พิทักษ์ 2012-07-21 00:28
;-) อ่านบทความวิจัย แล้วค่ะ
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh