เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้146
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้97
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1107
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว925
mod_vvisit_counterเดือนนี้3574
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2119
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด238287

Online (20 minutes ago): 9
IP ของคุณ : 54.157.61.68
,
วันนี้ : May 25, 2019

PostHeaderIcon การวิจัย


PostHeaderIcon โพลล์กับการวิจัยเชิงสำรวจ

โพลล์กับการวิจัยเชิงสำรวจ ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์

เมื่อราวๆ เกือบทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า “โพลล์” (Poll ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอ็กซิทโพลล์ (Exit Poll) ซึ่งขณะนั้นผู้ทำโพลล์สามารถทำนายผลการเลือกตั้งได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ปัจจุบันผลโพลล์หลายหัวข้อที่จัดทำโดยหลายสำนักกลับตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่ครหาถึงกระบวนการได้มาและความน่าเชื่อถือ และหลายครั้งหลายคราที่ผู้ทำโพลล์ก็ได้รับการต่อต้านจนถึงกับถูกเรียกขานชื่อสำนักเปลี่ยนไปเป็นอื่นก็มี ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงอดีตสมัยเรียน ที่ครั้งหนึ่งรุ่นพี่ของผู้เขียนไม่อาจอธิบายได้ว่างานวิจัยของตนซึ่งเป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีความเป็นพิเศษและต่างจากโพลล์อย่างไร? ทั้งนี้มีผู้ให้ความหมายของโพลล์ไว้น่าสนใจ ดังนี้

“Public-opinion survey in which either all members of a particular group, or randomly chosen  respodents from a sector of population, are asked carefully designed questions to extract specific information (Business Dictionary Com, n.d.) ”


จะเห็นได้ว่าโพลล์เป็นการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชน ทั้งการสำรวจจากสมาชิกทุกคนในกลุ่มเฉพาะ หรือการสุ่มเลือกผู้ตอบส่วนหนึ่งจากประชากร โดยใช้คำถามที่เจาะจงข้อมูล ในขณะที่นักวิชาการไทย (วัฒนา สุนทรชัย, 2549) ให้ความหมายว่า โพลล์คือการหยั่งเสียงของประชาชนซึ่งหมายถึงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง โดยความน่าเชื่อถือของผลโพลล์ ขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้สถิติในการคำนวณและวิธีการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งจะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีหรืออ้างอิงไปสู่ประชากรได้ ตลอดจนคุณภาพของข้อมูลที่เกิดจากกระบวนการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล โดยนัยดังกล่าว โพลล์จึงอยู่ในข่ายของการวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งหมายถึงการแสวงหาข้อข้อมูล ความรู้ อย่างเป็นระบบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือเป็นวิธีการซึ่งเป็นที่ยอมรับเชื่อถือได้

Last Updated (Friday, 04 January 2013 10:34)

 

PostHeaderIcon โครงงาน: พื้นฐานของการวิจัย

                                                                 โครงงาน: พื้นฐานของการวิจัย

                                                                                                                                                              ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

วันหนึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสไปเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา  ขากลับได้พูดคุยกับเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งถึงเรื่องการวิจัย ซึ่งท่านกรุณาได้ให้ข้อคิดเปรียบเทียบให้เห็นความต่างระหว่างมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยและมหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนเป็นหลัก ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการสอนโครงงานในโรงเรียนซึ่งกระบวนการที่นักเรียนได้รับการปลูกฝังก็คือพื้นฐานของการวิจัย โดยที่คุณครูหลายท่านมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลายประเด็น อันนำไปสู่การละเลยต่อการสอนให้ผู้เรียนฝึกคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ (ซึ่งเป็นมาตรฐานหนึ่งในการประกันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ) และการปลูกฝังสาระพื้นฐานของการวิจัยอย่างผิดเพี้ยนให้แก่ผู้เรียน เช่น เรื่องตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม  เป็นต้น เพื่อให้นักศึกษาและผู้อ่านมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ผู้เขียนจึงใคร่จะขออธิบายถึงสองประเด็นดังกล่าว

ประเด็นแรก การสอนโครงงานเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในทุกๆวิชา (มิใช่ทุกกลุ่มสาระวิชา )หรือเฉพาะในบางวิชา เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คหกรรมศาสตร์(โครงงานอาหาร) ฯ อย่างที่คุณครูหลายท่านเข้าใจ เนื่องจากการสอนให้นักเรียนทำโครงงานไม่จำเป็นต้องจำกัดวงแคบอยู่ที่การทดลองหรือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆเท่านั้น หากเทียบเคียงการทำโครงงานกับการทำวิจัย เราจะสามารถแบ่งโครงงานได้ 4 ประเภทด้วยกัน คือ (1) โครงงานสำรวจ (2) โครงงานทดลอง (3)โครงงานประดิษฐ์ และ (4) โครงงานแบบบูรณาการ ระหว่างโครงงานแบบ (1) , (2) หรือ แบบ (3) เข้าด้วยกัน ซึ่งคุณครูผู้สอนจำเป็นต้องให้ข้อเสนอแนะในการเลือกทำโครงงานตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ตลอดจนตามลักษณะเนื้อหาวิชา อย่างไรก็ดี ในการออกแบบโครงงานหลายๆเรื่อง คุณครูสามารถบูรณาการสาระความรู้ต่างๆได้อย่างหลากหลาย อาทิ การจัดทำโครงงานศึกษา (สำรวจ)อาหารในวรรณคดีไทย นอกจากผู้เรียนจะได้รับความรู้ในวิชาภาษาไทย โภชนาการ และประวัติศาสตร์แล้ว ผู้เรียนยังจะได้รับความรู้ด้านแพทย์แผนไทยจากสมุนไพรที่ใช้ในการประกอบอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้การเสนอแนะประเภทของโครงงานอาจต้องพิจารณาที่ความสามารถ ระดับสติปัญญาและความเพียรของผู้เรียนด้วย

ประเด็นที่สอง ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวถึงสาระความรู้พื้นฐานด้านการวิจัยที่ผู้เรียนได้รับการปลูกฝังอย่างไม่ถูกต้องต่อๆกันมา ดังจะขอยกตัวอย่างการบรรยายให้ความรู้ของท่านวิทยากรท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์ในการสอนโครงงานแก่เด็กๆในชั้นประถมศึกษา ซึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์การสอน โดยท่านวิทยากรอธิบายตัวอย่างการสอนเรื่องพลังงานเสียงแก่ผู้เรียนว่า ในสถานการณ์ที่มีการควบคุมแรงลม (โดยการปิดพัดลมและปิดหน้าต่าง) ตนเองนำขวดพลาสติกมาวางในทิศทางที่ตรงกับเปลวเทียน เมื่อให้นักเรียนเคาะที่ก้นขวดและปรับระยะห่างระหว่างขวดกับเปลวเทียนให้เหมาะสม  จะสามารถทำให้เปลวเทียนดับลง ในขณะที่ผู้สอนสรุปว่าแรงสั่นสะเทือนของเสียงทำให้เปลวเทียนดับ แต่กลับสอนผู้เรียนว่าขวดพลาสติกเป็นตัวแปรอิสระ ทั้งที่โดยความเป็นจริง เปลวเทียนจะดับลงหรือไม่มิได้ขึ้นอยู่กับขวด หากแต่ขึ้นอยู่กับแรงสั่นสะเทือนของเสียงที่เกิดจากการเคาะขวด ทั้งนี้ แรงสั่นสะเทือนของเสียงที่ไปกระทบกับเปลวเทียนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระยะการเดินทางของเสียง (ระยะห่างระหว่างขวดกับเปลวเทียน) ด้วย

ตัวแปรอิสระ (independent variables ) เป็นสิ่งที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม (dependent variables ) ดังนั้นขวดพลาสติกจากการทดลองในข้างต้นจึงเป็นเพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ใช้ในการสอนเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ผู้เขียนเคยได้รับฟังการบรรยายจากอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ประสงค์จะให้คุณครูทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งท่านกล่าวว่าหนังสือที่ท่านมอบให้เป็นคู่มือในการทำวิจัยแก่คุณครูคือตัวแปรอิสระ ทั้งที่โดยความเป็นจริงหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ท่านสร้างขึ้นประกอบการสอนและการทำวิจัยแก่คุณครู ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันวิทยาการวิจัยในประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับการวิจัยของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะแม้แต่ผู้มีตำแหน่งวิชาการที่มหาวิทยาลัยจากส่วนกลางคัดเลือกมาเป็นผู้ให้ความรู้แก่คุณครู ก็ยังมีความสับสนต่อความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานของการวิจัย ทั้งนี้ ผู้ทรงความรู้และมีประสบการณ์ในการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ (สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2550; อวยพร เรืองตระกูล, 2553) ต่างกล่าวว่า ตัวแปรคือคุณสมบัติของสิ่งที่เราศึกษา ตัวแปรจึงย่อมไม่ใช่วัตถุ ดังนั้นถึงเวลาหรือยัง ที่ท่านคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา หน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานด้านการวิจัยจะต้องร่วมมือกันปฏิรูปการเรียนการสอนและการจัดการความรู้ด้านการวิจัยให้ถูกต้อง โดยเริ่มต้นเสียตั้งแต่การสอนโครงงานในชั้นประถมศึกษา ?

                                                                         เอกสารอ้างอิง

สุชาต ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2550). การวิจัยด้านสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามลดา.

อวยพร เรืองตระกูล. (2553). ตัวแปรและสมมติฐาน. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม, 2554, จาก  http://www. rlc nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=576

 

PostHeaderIcon การทบทวนวรรณกรรมกับจริยธรรมทางวิชาการ

                การทบทวนวรรณกรรมกับจริยธรรมทางวิชาการ

                                                                                                                                                                                                                                               ดร.กนกรัตน์  ศรีวิจิตร์

                เมื่อหลายเดือนเศษล่วงมา ผู้เขียนได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับการทำวิจัย โดยอาจารย์ระดับดุษฎีบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏจากส่วนกลางแห่งหนึ่ง ที่จบการศึกษาด้านหลักสูตรและการสอน หรือด้านการวิจัยและการพัฒนาหลักสูตร?  ผู้เขียนก็ไม่อยากจะจำให้รู้สึกระคายเคืองต่อสถาบันอันทรงเกียรติที่ผู้บรรยายได้มีโอกาสไปร่ำเรียนมา ซึ่งผู้บรรยายได้ให้ความรู้และแสดงทรรศนะต่อการทบทวนวรรณกรรมแก่ผู้ฟังว่า “.....หากผู้วิจัยใช้ทฤษฎีเดียวกัน ก็สามารถที่จะลอกวรรณกรรมกันได้ ผู้เขียนไม่ทราบเจตนาของผู้บรรยายว่าต้องการพูดเอาใจผู้ฟัง เพื่อไม่ให้รู้สึกท้อถอยต่อการศึกษาค้นคว้าในการทำวิจัย หรือผู้บรรยายมีความเชื่อ ปฏิบัติและสอนนักศึกษาอย่างนี้  หากท่านพูดด้วยเหตุผลประการแรกก็ยังพอจะรับฟังได้บ้าง  แต่หากพูดด้วยเหตุผลประการหลังก็ถือเป็นกรรมเวรของวงการศึกษาไทย ที่แม้บุคคลที่ได้ชื่อว่า “ครู ” ก็ยังมีแนวคิดที่ผิดเพี้ยนไปจากคุณสมบัติที่ดีของการเป็นผู้วิจัย

                โดยทั่วไปแล้ว คุณครู-อาจารย์ (ผู้รับฟังการบรรยาย) หรือผู้วิจัยอาจมองว่า การทบทวนวรรณกรรมเป็นเพียงบทหนึ่งของการทำวิจัย ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ทำการวิจัยได้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ทำอย่างไร? และมีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้นมามาก-น้อยเพียงใด? ครอบคลุมทุกตัวแปรที่ศึกษาหรือไม่?  อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ที่ได้รับในการอ่าน การฟังและการวิพากษ์งานของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา  ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวถึงความสำคัญของการทบทวนวรรณกรรมในสองประเด็นคือ  ประเด็นแรก การทบทวนวรรณกรรมเป็นกระบวนการที่ครอบคลุมในทุกบทและทุกขั้นตอนของการทำวิจัย เพราะตั้งแต่เบื้องแรกของปัญหาที่มาหรือมูลเหตุซึ่งทำให้อยู่ในความสนใจ หรือการเห็นความจำเป็นต่อการทำวิจัยในเรื่องนั้นๆ  ผู้วิจัยก็ต้องศึกษาค้นคว้าโดยการทบทวนวรรณกรรมจากเอกสาร ตำรา บทความ ข้อเขียน และงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องที่อยู่ในความสนใจเพื่อให้บังเกิดความชัดเจนเสียก่อน  จากนั้นผู้วิจัยจึงทำการศึกษาประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจอันนำมาซึ่งตัวแปรสำคัญที่ผู้วิจัยควรจะหยิบยกมาทำการศึกษา  ตลอดจนการศึกษาค้นคว้าขอบข่ายเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจนนำไปสู่การได้มาซึ่งตัวแปรย่อยหรือองค์ประกอบ (component) ของตัวแปรหลักเหล่านั้น

                นอกจากนี้ ในเรื่องแนวทางการดำเนินงานศึกษาวิจัย การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผล การตีความ และการอภิปรายผล ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยจะต้องทำการศึกษาค้นคว้าจากตำราและงานของผู้อื่นที่มีสาระขอบเขตใกล้เคียงกัน  เช่น การศึกษาตัวแปรเดียวกัน กลุ่มประชากรเดียวกัน วิธีการสุ่มตัวอย่างเหมือนกัน  หรือการใช้วิธีการทางสถิติอย่างเดียวกัน  เป็นต้น รวมถึงความจำเป็นในการอ้างอิงตำราและงานเหล่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันถึงความถูกต้อง  ตลอดจนความเชื่อถือได้ในทางวิชาการแก่งานของตน

                ประเด็นที่สอง ที่นักศึกษาหรือผู้วิจัยรู้จักคุ้นเคยกันดีก็คือการทบทวนวรรณกรรมในบทที่สองของการทำวิทยานิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ ตลอดจนงานวิจัยอื่นๆ รวมถึงงานวิจัยในชั้นเรียนตามความมุ่งหมายในการบรรยายของท่านผู้บรรยายจากมหาวิทยาลัยราชภัฏดังได้กล่าวในข้างต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งต่องานวิจัยนั้นๆ  เนื่องด้วยการทบทวนวรรณกรรมในบทนี้เป็นเครื่องแสดงหรือสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะที่จำเป็นของผู้วิจัยหลายประการด้วยกัน คือ  (1) ความมานะทุ่มเทต่อการศึกษาค้นคว้า  (2) ความสามารถในการวิเคราะห์ เลือกสรรผลงานและข้อคิดเห็นซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือจากนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหรือควรค่าแก่การเชื่อถือมาใช้ศึกษาประกอบในงานของตน  (3) ความสามารถในการเขียน ได้แก่ การใช้ภาษา การเรียบเรียงและการบูรณาการสิ่งที่ได้ศึกษาค้นคว้ามาได้อย่างประสานสอดคล้อง  มีความชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผล และ (4) คุณธรรมจริยธรรมของผู้วิจัย(ที่สะท้อนให้เห็นได้จากการอ้างอิงในเนื้อหา ) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ รวมทั้งเป็นสิ่งที่ผู้บรรยายทุกคนจำเป็นหรือสมควรต้องมี  เพราะมิฉะนั้นแล้ว ผู้บรรยายก็จะเป็นได้แต่เพียงผู้สอน มิอาจเรียกขานได้ด้วยคำว่า “ครู”

                ท้ายที่สุดของข้อเขียนฉบับนี้ ผู้เขียนอยากจะขอย้ำว่า นอกจากการลอกเลียนวรรณกรรมจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการขาดจริยธรรมทางวิชาการของผู้ที่กระทำแล้ว  การลอกเลียนวรรณกรรมยังทำให้งานวิจัยด้อยค่าและขาดอัตลักษณ์ความมีตัวตนในงานของผู้วิจัยนั้นอย่างสิ้นเชิง

 

 

PostHeaderIcon วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

“วิจัยในชั้นเรียนไทย: กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” เป็นชื่อบทความที่ผู้เขียนตั้งขึ้นด้วยความรู้สึกไม่ใคร่มั่นใจเท่าใดนัก ท่านผู้อ่านหรือท่านที่ให้ความสนใจต่อข้อเขียนในเว็บไซต์นี้ก็คงรู้สึกแปลกใจ เมื่อเห็นชื่อบทความนี้เช่นเดียวกัน และคงมีคำถามอยู่ในใจว่า เฉพาะงานวิจัยในชั้นเรียนไทยเท่านั้นหรือที่เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรืองานวิจัยในชั้นเรียนไทยไม่ใช่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรืออย่างไร? ก่อนอื่นเราท่านทั้งหลายคงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ความหมายแท้ที่จริงของงานวิจัยในชั้นเรียน(classroom research) คืออะไร? และการจัดทำหรือกระบวนการของงานวิจัยในชั้นเรียนของครูไทยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการวิจัยในชั้นเรียนหรือไม่?

ท่านผู้รู้ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญและทันสมัย มีผลงานเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ของบรรดาดุษฎีบัณฑิตไทยสาขาการวิจัยหลายท่าน ได้กล่าวถึงการวิจัยในชั้นเรียนว่า ทุกบทความของคลาสรูม รีเสิชที่ท่านได้ศึกษามุ่งเน้นความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอนซึ่งหมายถึงการพัฒนาทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยใช้หลักการศึกษาค้นคว้าแบบธรรมชาติ เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียน จากสภาพความเป็นจริงของผู้เกี่ยวข้อง เป็นการวิจัยในบรรยากาศง่ายๆเป็นกันเอง ซึ่งไม่ได้แปลว่าเป็นการวิจัยแบบหละหลวมแต่เป็นการวิจัยที่มีระบบเข้มข้นซึ่งจะพัฒนาครูให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาการสอนของตนตลอดเวลาเพื่อจะได้พัฒนาลูกศิษย์ให้มีทักษะในการเรียนรู้ ได้ต่อไป

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 16:23)

 

PostHeaderIcon กรอบแนวคิดในการศึกษาวิจัย: The Brain of Research

กรอบแนวคิดในการศึกษาวิจัย: The  Brain  of  Research

ดร. กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

ไตเติลของบทความฉบับนี้ดูจะเป็นฝรั่งไปสักนิด แต่ที่ผู้เขียนตั้งชื่ออย่างนี้ต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะปฏิเสธภาษาไทยซึ่งเป็นรากเหง้าและวัฒนธรรมของไทยเรา เพียงแค่ปรารถนาลึกๆว่าหัวข้อเรื่องที่ต้องแปลความอาจจะช่วยให้ผู้อ่านมีความสนใจบ้าง ก็จะค่อยคุ้มค่าต่อความตั้งใจที่จะเรียบเรียงเรื่องของกรอบแนวความคิดในการศึกษา (conceptual framework) ซึ่งผู้เขียนยกให้เป็นองค์ประกอบสำคัญของงานวิจัย ดุจเดียวกับสมองที่เป็นศูนย์รวมในการสั่งการบังคับบัญชาไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆของร่างกาย เพราะแพทย์จะไม่สามารถรักษาโรคหรืออาการเสื่อมของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้เลย หากไม่เข้าใจถึงส่วนประกอบ ระบบกลไกสำคัญ และการทำงานของสมอง ในทำนองเดียวกันหากผู้วิจัยไม่มีความเข้าใจหรือไม่สามารถสร้างกรอบแนวคิดในงานของตนได้ชัดเจน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการต่อยอดไปสู่องค์ประกอบอื่นๆของงานวิจัย เหตุใด? ผู้เขียนจึงกล่าวเช่นนี้

Last Updated (Tuesday, 17 January 2012 10:27)

 
More Articles...