เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้145
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้97
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1106
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว925
mod_vvisit_counterเดือนนี้3573
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2119
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด238286

Online (20 minutes ago): 8
IP ของคุณ : 54.157.61.68
,
วันนี้ : May 25, 2019

PostHeaderIconทำไมจึงไม่ควรวัดคุณภาพครูจากคะแนนโอเน็ต

                                                     ทำไมจึงไม่ควรวัดคุณภาพของครูจากผลคะแนนโอเน็ต

                                                                                                                                                   ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

                                                      

ในการประเมินภายนอกรอบที่ 3 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่ผ่านมา แม้ว่าผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนจะถูกนำมาใช้ประกอบการประเมินคุณภาพของโรงเรียนมาตรฐานที่ 5 (ผู้เรียนมีความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นตามหลักสูตร ) จนทำให้โรงเรียนจำนวนหนึ่งไม่สามารถผ่านการประเมินได้ ทั้งที่ผลการประเมินในมาตรฐานด้านอื่นๆอยู่ในระดับดีหรือดีมากทุกมาตรฐาน และโดยที่ผู้รู้ได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดการประเมินคุณภาพของครูจากผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนด้วยเหตุผลหลายประการ  อาทิ ความผิดพลาดของข้อสอบ หรือกระบวนการสอบของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สมศ.ยังคงยืนยันที่จะใช้ผลการสอบโอเน็ตหรือผลการทดสอบระดับชาติของนักเรียนมาสะท้อนคุณภาพของครู ในการประเมินภายนอกรอบต่อไป

                หากพิจารณามูลเหตุแท้จริงที่ส่งผลต่อคะแนนโอเน็ตของนักเรียน  แนวนโยบายดังกล่าวของ สมศ. อาจไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยแต่อย่างใด จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ปี 2556 ระบุว่า ประเทศไทยมีธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด นับวันธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจทางการศึกษาได้รับการยกเว้นภาษี ตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร และสังกัดอื่นๆ รวมเกือบ 700 แห่ง แต่มีโรงเรียนกวดวิชาครบทั้ง 50 เขต  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ต้นๆ ของจำนวนโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร  นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด มีโรงเรียนกวดวิชาอีกหลายแห่งที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในข้อมูลของ สช. จึงเชื่อได้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ต้องเรียนพิเศษในสถาบันกวดวิชา เพื่อให้ผลการสอบผ่าน ดีขึ้น หรือสอบเข้าโรงเรียนที่ต้องการได้ ที่สำคัญกระทรวงศึกษาธิการได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนมากมานับ 10 ปี แต่ทว่านักเรียนในสถาบันกวดวิชากลับทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

                จากข้อมูลดังกล่าว ชี้ย้ำให้เห็นว่าการเรียนการสอนในโรงเรียน (ของรัฐบาล) ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียนและผู้ปกครองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ หรือครูผู้สอนในโรงเรียนสอนแล้ว ผู้เรียนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาเพียงพอ รวมทั้งผู้เรียนยังขาดทักษะและคุณลักษณะตามมาตรฐานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  อย่างนี้แล้ว ผลคะแนนโอเน็ตของนักเรียนจะถูกนำมาใช้ชี้วัดคุณภาพของครูในโรงเรียนหรือคุณภาพของครูในสถาบันกวดวิชากันแน่รวมทั้งครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางจะเสียเปรียบหรือไม่?  ในเมื่อผู้เรียนส่วนมากมีพื้นฐานการเรียนต่ำและไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะไปเรียนในสถาบันกวดวิชาเฉกเช่นผู้เรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่

           

Last Updated (Wednesday, 17 December 2014 12:26)

 

Comments  

 
0 #1 ผู้ผ่านมา 2015-12-14 14:05
เห็นด้วยครับ การประเมิน สมศ. แต่ละครั้งทำให้ ครูผู้สอนต้องทิ ้งนักเรียนเพื่อ ไปทำเอกสารเพื่อ ให้ สมศ.เข้ามาตรวจ ทุกครั้งที่ สมศ.จะเข้ามาประเมิน การเรียนการสอนต ้องชะงัก จึงทำให้ผลการเร ียนตกต่ำ
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh