เวลาขณะนี้
Ulti Clocks content
Login Form
สถิติผู้เข้าเยี่ยม
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้146
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้97
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้1107
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว925
mod_vvisit_counterเดือนนี้3574
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว2119
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด238287

Online (20 minutes ago): 9
IP ของคุณ : 54.157.61.68
,
วันนี้ : May 25, 2019

PostHeaderIcon บทความล่าสุด

PostHeaderIcon บทความยอดนิยม

PostHeaderIconคุณประโยชน์ของการบริหารโครงการ

คุณประโยชน์ของการบริหารโครงการ

ดร.กนกรัตน์ ศรีวิจิตร์

“โครงการ” ดูจะเป็นคำสามัญที่ใครๆก็รู้จักหรือเคยได้ยินบ่อยๆ ยิ่งผู้ที่เคยทำงานด้านแผนงานมาก่อนก็จะมองว่า “โครงการ” เป็นสิ่งธรรมดาที่ปรากฎอยู่ในแผนพัฒนาหรือแผนปฏิบัติการประจำปีของทุกหน่วยงาน หากไม่ได้มีการศึกษาค้นคว้ากันอย่างจริงจัง ไฉนเลยเราท่านทั้งหลายจะทราบว่า โครงการเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารและนักปกครองจำเป็นต้องเรียนรู้ตั้งแต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ คน งบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ เวลา วงจรโครงการ ขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ในการดำเนินโครงการ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องประสานให้บุคลากรทุกฝ่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสร้างผลสำเร็จของกิจกรรมทุกกิจกรรมหรืองานเฉพาะกิจย่อยๆ เพื่อไปสู่ทิศทางหรือเป้าหมายเดียวกันคือ การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ

มูลเหตุของความจำเป็นในการจัดทำโครงการ สืบเนื่องจากในสถานการณ์ทางการบริหารโดยทั่วไป หน่วยงานหรือองค์การอาจมีปัญหาทางการบริหารที่สลับซับซ้อน ซึ่งหน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือในกรณีที่งานประจำเดิมไม่อาจจะตอบสนองความต้องการใหม่ได้ เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้รับบริการ รวมถึงความจำเป็นในการใช้หรือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตลอดจนข้อจำกัดหรือความจำเป็นในการใช้ทรัพยากร ในขณะที่ในสถานการณ์ด้านการพัฒนาและการแข่งขัน มีความจำเป็นต้องเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นตรง และความถูกต้องในการบริการ การพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ การสร้างโอกาสในการพัฒนาและการเสนอบริการใหม่ การพัฒนาสมรรถนะในการแข่งขันขององค์การและพนักงาน รวมทั้งการค้นคว้า การบุกเบิก หรือการนำร่องที่สำคัญ

การบริหารโครงการจึงเป็นกระบวนการดำเนินกิจกรรมด้วยวิธีการที่แตกต่างจากงานประจำและการบริหารทั่วไป เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ภายใต้กรอบด้านเวลา และงบประมาณ อย่างไรก็ตาม นอกจากการบริหารโครงการจะถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนางานขององค์การอันเนื่องมาจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยี การผลิตและการแข่งขันที่นับวันจะทวีคูณขึ้นแล้ว  ยังมีการนำการบริหารโครงการมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและการสร้างสภาพการณ์ที่พึงปรารถนาในสังคม  เช่น การแก้ไขปัญหาความยากจน การส่งเสริมสุขอนามัย การบริการ และการศึกษา ฯลฯ

ผู้ได้รับประโยชน์จากการบริหารโครงการซึ่งหมายถึงผู้รับบริการจึงมีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเล็กๆ ได้แก่ เยาวชน ประชาชนทั่วไป ผู้สูงวัย ไปจนถึงหน่วยงาน องค์การทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนถึงสังคมและประเทศชาติของเรา  การบริหารโครงการจึงมิใช่ภาระงานตามหน้าที่ของผู้รับผิดชอบหรือผู้บริหาร หากแต่เป็นภาระงานที่ผูกพันอยู่กับจิตสำนึกความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองเมืองไทยของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ และคุณลักษณะความเป็นผู้นำของผู้บริหารโครงการในทุกระดับ ซึ่งถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการโครงการด้วยเหตุผลประการหลังก็จะสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ และบ้านเกิดเมืองนอนอย่างมิอาจคณานับ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

บรรณานุกรม

ปกรณ์ ปรียากร.(2551). การบริหารโครงการ : แนวความคิดและแนวทางในการสร้าง ความสำเร็จ. สืบค้นเมื่อ 20 พฤศจิกายน, 2554, จาก http://www.mpa11     chonburi.com/index.php?mo=3&art=272923

มยุรี อนุมานราชธน. (2551). การบริหารโครงการ. กรุงเทพ: ดูมายเบส.

 

PostHeaderIconพุทธปัญญา

พุทธปัญญา

สาธุชน คนพุทธ

สมัยเมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก จำได้ว่าเวลาที่เรียนและอ่านเรื่องทศชาติ เพื่อให้สามารถจำพระนามของพระโพธิสัตว์ได้ทั้งสิบชาติ ทั้งผู้เขียนและเพื่อนๆ ก็จะท่องพระนามย่อว่า “เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว ”  แต่ครั้นโตขึ้นแม้จะยังจำพระนามย่อของพระโพธิสัตว์ได้ขึ้นใจ แต่กลับลืมพระนามเต็มและเรื่องราวในหลายชาติของพระองค์ ด้วยความอยากรู้ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวทั้งสิบชาติใหม่

ในแต่ละชาติของพระโพธิสัตว์จะเป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าทรงบำเพ็ญบารมีต่างๆกันถึงสิบอย่างซึ่งเราชาวพุทธทั้งหลายต่างคุ้นเคยกับคำว่า “ทศบารมี ” อันได้แก่ เนกขัมบารมี วิริยบารมี เมตตาบารมี อธิษฐานบารมี ปัญญาบารมี  ศีลบารมี อุเบกขาบารมี ขันติบารมี สัจบารมี และทานบารมี เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรในชาติสุดท้ายก่อนที่สิทธัตถะกุมารจะอุบัติขึ้นในโลก ทรงบำเพ็ญมหาทานอันยิ่งใหญ่ สามารถสละได้แม้กระทั่งพระโอรส พระธิดา และพระมเหสี ยากยิ่งที่คนทั่วไปอย่างเราๆท่านๆจะพึงกระทำได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพระโพธิสัตว์จะทรงอุบัติขึ้นในชาติใดและบำเพ็ญบารมีแบบใดก็ตาม นอกเหนือจากความอดกลั้นอดทนแล้ว สิ่งหนึ่งที่พระโพธิสัตว์ทรงมีและทรงใช้ให้เกิดประโยชน์ก็คือ “สติปัญญา ” (intelligence) และความฉลาดสุขุม (wisdom) อาทิ เมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ เพื่อมิให้ต้องใช้พระราชอำนาจซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างบาป  จึงแสร้งเป็นคนพิการ ไม่ตรัสวาจาใด เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก ครั้นเรือสำเภาล่มลง ทรงมีสติไม่ตกพระทัยหากแต่รีบปีนขึ้นเสากระโดงเรือ และเมื่อเสวยพระชาติเป็นภูริทัตตกุมารทรงสามารถแก้ข้อสงสัยต่อพระอินทร์ได้ ฯลฯ ความสามารถและการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ดังได้ยกตัวอย่างมาชี้ให้เห็นว่า ปัญญาเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงามและการแก้ไขปัญหาทั้งปวง หรือเป็นเสมือนแสงสว่างที่นำทางให้กับพระองค์ และเพราะเจ้าชายสิทธัตถะทรงยิ่งด้วยพระปัญญา จึงทรงระลึกใคร่ครวญได้ถึงวัฏสงสาร ความไม่เที่ยง และความไม่มีตัวตน กระทั่งทรงเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ (intuition) รู้แจ้ง (insight) ถึงอริยสัจสี่ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดมนุษย์ทั่วไปจึงมีเพียงปัญญาซึ่งหมายถึงความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความฉลาดที่เกิดจากการเรียนและการคิด ในขณะที่พระพุทธองค์ทรงมีปัญญามากกว่าชนทั้งหลาย(ทั้งในสมัยที่ทรงพระชนม์ชีพกระทั่งถึงปัจจุบัน) คือทรงมีปัญญาจากการหยั่งรู้ อันเป็นปัญญาขั้นสูงสุดที่ได้มาจากการกำหนดสติและสมาธิ คำตอบก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสมสติปัญญา บำเพ็ญเพียรภาวนามาหลายภพชาติ มิใช่เฉพาะที่เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ในสิบชาติก่อนที่จะทรงจุติเป็นสิทธัตถะกุมารเท่านั้น ดังเช่นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทรงกล่าวว่า ชีวิตนี้ในชาติปัจจุบันนี้เป็นชีวิตที่สั้นเมื่อเทียบกับชีวิตในอดีต เพราะทุกชีวิตเกิดมามากมายนับชาติไม่ถ้วน และนักจิตวิเคราะห์ผู้มีประสบการณ์จากการปฏิบัติสมาธิภาวนาก็มีความเห็นว่า สิ่งที่มนุษย์สามารถสะสมข้ามภพข้ามชาติได้ก็คือกำลังสติ (ซึ่งสัตว์อื่นไม่มี) เพราะเมื่อดวงจิตดวงเดิมดับไป จิตดวงใหม่จะสามารถสืบทอดคุณสมบัติของจิตดวงเดิมเอาไว้ได้

การปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงเป็นหนทางที่สามารถเพิ่มพูนปัญญาญาณให้เกิดขึ้นทุกๆชาติ นอกเหนือจากปัญญาที่ได้มาจากการศึกษาค้นคว้า การเรียนและการคิดที่ต้องเสาะแสวงเอาในแต่ละชาติเมื่อมีชีวิต  ผู้มีปัญญาน้อยจึงมิได้หมายความว่าเป็นผู้ที่เรียนหรือสั่งสมบุญมาน้อย แม้ผู้ใดเรียนมามากหากแต่ขาดการศึกษาค้นคว้า ขาดการคิด การใคร่ครวญการเจริญสมาธิและการใช้สติเป็นเครื่องกำกับในชีวิต ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ในทางกลับกันผู้ที่ร่ำเรียนมาน้อย แต่หากหมั่นศึกษาเพิ่มเติม คิดค้นใคร่ครวญ ตลอดจนปฏิบัติสมาธิภาวนา ก็จะสามารถเพิ่มพูนสติปัญญาให้มากขึ้น

ในอดีตหากพระพุทธองค์มิได้ทรงสั่งสมสติปัญญามาก่อนหน้า และใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำทางเมื่อทรงสละราชสมบัติออกผนวช ก็จะไม่มีการตรัสรู้เกิดขึ้น ไม่มีพุทธศาสนาและพระธรรมคำสอนให้ชาวไทยและชาวโลกยึดเหนี่ยวและดำเนินรอยตามพระบรมศาสดาเพื่อไปสู่การหลุดพ้น แม้ปัจจุบันจะทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว ด้วยพระปัญญาจึงทรงตรัสพระคาถาและพระธรรมคำสอนไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าพุทธปัญญานำมาซึ่งความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยพุทธปัญญาจึงนำสัตว์ให้พ้นทุกข์ และด้วยพุทธปัญญาจึงนำสัตว์ให้ประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรม ดังมีพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “แสงสว่างใดเสมอด้วยปัญญาไม่มี ” พุทธปัญญาจึงเป็นยิ่งกว่าแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลกและเป็นความสว่างยิ่งกว่าปัญญาของผู้ใดในจักรวาล